ว่าด้วยการโกงและถ้าไม่โกงเราจะได้อะไร
คำว่า “โกง” ในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราได้ยินและเห็นอยู่รอบ ๆ ตั้งแต่ข่าวการทุจริตภาครัฐ การฮั้วประมูล การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การทุจริตสอบ ลอกข้อสอบ โครงการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกเบียดบัง ไปจนถึงเรื่องเล็ก ๆ อย่าง “สแกนบัตรแทนกัน” หรือการอ้างเบิกค่าใช้จ่ายที่ไม่จริง ความจริงแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเรา “เลวโดยธรรมชาติ” แต่มีรากฐานจากกลไกทางจิตวิทยา โครงสร้างสังคม และวัฒนธรรมที่เปิดช่องให้มันเกิดขึ้น
1) กลไกพื้นฐานของการโกง: เมื่อแรงกดดัน + โอกาส + เหตุผลรองรับตัวเอง มาบรรจบกัน
ตามทฤษฎี Fraud Triangle ของ Donald Cressey การโกงจะเกิดขึ้นเมื่อสามปัจจัยหลักมารวมกัน ได้แก่
1️⃣ แรงกดดัน (Pressure)
ในบริบทประเทศไทย แรงกดดันที่ผลักดันให้คนโกงมีหลายแบบ เช่น
- ภาระหนี้สิน
- ค่าใช้จ่ายครอบครัว
- ความคาดหวังให้ “ต้องสำเร็จ” หรือ “ต้องรวย”
- วัฒนธรรมที่ทำให้รู้สึกว่า “ถ้าไม่เล่นทางลัด ก็สู้ใครไม่ได้”
กรณีที่เห็นชัดคือการทุจริตในระบบราชการระดับล่าง ๆ หลายครั้งพบว่าเจ้าหน้าที่บางคนไม่ได้เริ่มจากความโลภ แต่เริ่มจาก “ความจำเป็น” ก่อน แล้วจึงค่อยกลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง
2️⃣ โอกาส (Opportunity)
ถ้าโครงสร้างระบบเปิดช่อง การโกงก็ง่าย เช่น
- ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบยาก
- การอนุมัติเงินที่ไม่มีระบบตรวจทาน
- ข้อมูลไม่เปิดเผย
- ระบบราชการซับซ้อนจนประชาชนไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
ตัวอย่างจากไทย เช่น ข่าวการทุจริตในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ การฮั้วประมูลโครงการก่อสร้าง หรือการ “บวกงบ” โครงการท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เกิดได้เพราะโครงสร้างทำให้โกงง่าย แต่ตรวจจับยาก
3️⃣ การให้เหตุผลกับตนเอง (Rationalization)
นี่คือกลไกสำคัญที่สุดในจิตวิทยา คนโกงจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเลว แต่จะ “อธิบายตัวเองให้สบายใจ” เช่น
- “เขาก็ทำกันทั้งนั้น”
- “ไม่ทำก็โง่”
- “เงินหลวง ใคร ๆ ก็เอา”
- “ฉันก็ทำเพื่อครอบครัว”
- “แค่เรื่องเล็กน้อย”
งานวิจัยของ Dan Ariely และทีม ชี้ว่า คนส่วนใหญ่โกงในระดับที่ “ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่” ไม่ใช่โกงแบบสุดโต่ง และแนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในไทย เช่น กรณีสแกนบัตรแทนเพื่อนร่วมงาน การเซ็นชื่อเรียนแทนเพื่อน หรือการรับ “ของแถม” ที่จริงคือสินบน
2) จิตวิทยาของการโกงในคนไทย: เมื่อความเคยชินทำให้ผิดดูเหมือนถูก
✔ สมองค่อย ๆ ทำให้ “ผิด” กลายเป็น “ปกติ”
งานวิจัยทางประสาทวิทยาชี้ว่า
เมื่อทำผิดซ้ำ ๆ สมองจะรู้สึกผิดน้อยลง เหมือนคนไทยบางคนพูดว่า
“ทำครั้งแรกกลัวมาก…ทำบ่อย ๆ ก็เฉย ๆ”
ตัวอย่างเช่น
ข้าราชการบางคนเริ่มจากเงินเล็กน้อย กลายเป็นเงินที่มากขึ้น
นักเรียนที่เริ่มจากลอกเล็กน้อย กลายเป็นโกงข้อสอบทั้งชุด
นี่คือกระบวนการ “ชาชินทางศีลธรรม”
✔ บรรทัดฐานทางสังคมไทย (Social Norms)
สังคมไทยบางช่วงมีทัศนคติที่น่าเป็นห่วง เช่น
- “โกงได้ แต่ขอให้มีผลงาน”
- “โกงแบบแบ่งคนอื่นบ้างก็พอรับได้”
- “เรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ทำ”
เมื่อทัศนคติเหล่านี้แพร่หลาย จำนวนคนโกงย่อมเพิ่มขึ้น งานวิจัยพฤติกรรมทั่วโลกระบุตรงกันว่า
เมื่อคนเห็นว่าคนส่วนใหญ่โกง เขาจะโกงตาม
✔ อำนาจกับความรู้สึกเหนือกฎ
ในบางบริบทไทย
ตำแหน่ง = สิทธิพิเศษ
อำนาจ = การยกเว้นกติกา
ยิ่งสูงยิ่ง “แตะต้องยาก”
กรณีข่าวคอร์รัปชันระดับสูงในไทยที่ประชาชนเห็นซ้ำ ๆ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า
“สุดท้าย คนใหญ่คนโตไม่เคยต้องรับผิดจริง”
ความรู้สึกนี้ทำให้สังคมอ่อนแรงทางศีลธรรม
✔ พัฒนาการทางศีลธรรมที่ยังไม่ยั่งยืน
ถ้าเด็กไทยโตมาในสภาพแวดล้อมที่เห็นผู้ใหญ่โกง เห็นครูรับซอง เห็นผู้บริหารเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เด็กย่อมเรียนรู้ว่า
ศีลธรรมคือเรื่องต่อรอง ไม่ใช่หลักการ
นี่ทำให้ปัญหาการโกง “แพร่กระจายพันธุ์ทางสังคม”
3) โครงสร้างและวัฒนธรรมไทย: พื้นดินที่เอื้อต่อการโกง
✔ ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)
วัฒนธรรม “พวกเรา – พวกเขา”
“ช่วยกันหน่อย เดี๋ยวดูแลตอบแทน”
นำไปสู่การได้สิทธิพิเศษ การย้ายงาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือการอนุญาตแบบไม่ยุติธรรม
สิ่งเหล่านี้ทำให้การโกงถูก “ห่อหุ้มด้วยคำว่าบุญคุณและน้ำใจ”
✔ ความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคง
เมื่อคนรู้สึกว่า
- ทำดี = ได้ไม่คุ้ม
- ซื่อสัตย์ = ชีวิตลำบาก
- ใครโกง = กลับได้ดี
แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมย่อมผลักให้บางคนเลือกทางลัด
✔ ระบบตรวจสอบที่ยังไม่เข้มแข็ง
แม้ไทยมีหน่วยงานตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. สตง. สื่อมวลชน ภาคประชาชน
แต่ความท้าทายยังสูง เช่น
- ขั้นตอนช้า
- คดีลากยาว
- คนทำผิดไม่ถูกลงโทษจริง
- คนแจ้งเบาะแสถูกคุกคาม
สิ่งเหล่านี้ลดแรงจูงใจในการ “ยืนหยัดต่อสู้กับการโกง”
4) ตัวอย่างเชิงสถานการณ์ในไทย: เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นว่าการโกงอยู่รอบตัว
🔎 ตัวอย่างที่ 1: การโกงที่โรงเรียน
เด็กบางคนลอกข้อสอบ
ครูบางคนช่วยนักเรียนโกงเพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้น
โรงเรียนบางแห่งตกแต่งข้อมูลผลงานเพื่อรับรางวัล
คำถามคือ เด็กเรียนรู้อะไร?
คำตอบคือ
“คุณธรรมยอมถอย เมื่อผลประโยชน์ถูกยกสูงกว่า”
🔎 ตัวอย่างที่ 2: การโกงในที่ทำงาน
- การสแกนนิ้วแทนเพื่อน
- การเบิกค่าเดินทางเกินจริง
- ผู้บริหารเอื้อบริษัทพรรคพวก
คนทำให้เหตุผลว่า
“บริษัทก็ได้กำไรเยอะ”
“ไม่ได้ไปฆ่าใคร”
“ทุกคนทำกัน”
แต่ความจริงคือมันกัดกร่อนความไว้วางใจในองค์กรอย่างเงียบ ๆ
🔎 ตัวอย่างที่ 3: การโกงในภาครัฐและสังคม
ประเทศไทยมีข่าว
- โครงการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกทุจริต
- ฮั้วประมูลโครงการใหญ่
- คดีสินบน
- งบประมาณรั่วไหล
ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ตัวเลขเสียหาย
แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่ค่อย ๆ หายไป และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนทั้งประเทศ
5) ถ้าความโกงลดลงหรือหายไป…สังคมไทยและโลกจะได้อะไรกลับคืนมา?
หลายคนมองว่าการโกงเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นประเด็นศีลธรรม หรือเป็นปัญหาทางสังคมที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้ว “การโกงคือภาษีที่มองไม่เห็น” ที่คนทั้งประเทศต้องจ่าย และถ้าวันหนึ่งเราสามารถลดมันลงได้จริง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมีทั้งเชิงเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศอย่างชัดเจน
5.1 ผลเชิงเศรษฐกิจ: ประเทศสามารถ “รวยขึ้นจริง” ได้
ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า
คอร์รัปชันทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียประมาณ 2–5% ของ GDP โลกต่อปี
และ OECD ยืนยันในทำนองเดียวกันว่า คอร์รัปชันคือ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ”
หากนำตัวเลขนี้มาประยุกต์กับบริบทไทย
- GDP ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 17–18 ล้านล้านบาทต่อปี
- หากคอร์รัปชันและการโกงทำลายเศรษฐกิจประมาณ 2–5% ของ GDP
นั่นหมายความว่า
ประเทศไทยอาจสูญเสียเงินมหาศาลระดับ
340,000 – 900,000 ล้านบาทต่อปี
(โดยประมาณจากสัดส่วนที่องค์การระหว่างประเทศประเมิน)
เงินจำนวนนี้ “เพียงพอ” ที่จะทำได้หลายอย่าง เช่น
- สร้างโรงพยาบาลมาตรฐานใหญ่ระดับจังหวัดหลายสิบแห่ง
- เพิ่มงบการศึกษาและเงินเดือนครูอย่างมีนัยสำคัญ
- พัฒนาระบบสาธารณสุขให้แข็งแรงขึ้นอย่างมหาศาล
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับชีวิตประชาชน
นี่คือตัวเลขที่ชี้ว่า ความซื่อสัตย์ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม แต่คือเรื่องเศรษฐกิจระดับชาติ
5.2 ต้นทุนโครงการรัฐจะลดลง ประสิทธิภาพกลับคืนมา
OECD และ Transparency International รายงานตรงกันว่า
การคอร์รัปชันในภาครัฐเพิ่มต้นทุนโครงการ 10–30% โดยเฉลี่ย
แปลว่า หากโครงการก่อสร้าง 100,000 ล้านบาท
อาจมี “ต้นทุนที่ไม่จำเป็น” ถูกยัดเข้าไปถึง 10,000 – 30,000 ล้านบาท
ถ้าคอร์รัปชันลดลง:
- โครงการรัฐจะได้คุณภาพดีขึ้น
- ของที่จัดซื้อจะมีมาตรฐานสูงขึ้น
- ค่าใช้จ่ายลดลง แต่ประโยชน์เพิ่มขึ้น
ประชาชนจะได้ “ถนนที่ทนกว่า โรงเรียนที่ดีกว่า และโรงพยาบาลที่ได้อุปกรณ์ครบกว่า” แทนที่จะสูญหายกลางทาง
5.3 การลงทุน และความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
World Economic Forum และ World Bank ชี้ว่า
ประเทศที่มีคอร์รัปชันต่ำ
จะได้ “การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)” มากกว่า
และเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อประเทศโปร่งใส
- นักลงทุนมั่นใจ
- ระบบธุรกิจแข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่เส้นสาย
- ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเทศที่คะแนนโปร่งใสสูง เช่น สแกนดิเนเวีย
มีตัวเลขรายได้ต่อหัวสูง คุณภาพชีวิตสูง และระบบรัฐสวัสดิการดีมาก
นี่เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่าความโปร่งใส “สร้างประเทศที่ดีกว่าได้จริง”
6.4 งบสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตดีขึ้น
WHO ระบุว่า
คอร์รัปชันในระบบสุขภาพทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เช่น
- ค่าจัดซื้อยาแพงเกินจริง
- อุปกรณ์ไม่มีคุณภาพ
- โครงการสุขภาพรั่วไหล
หากลดการโกง:
- โรงพยาบาลจะมีทรัพยากรเพียงพอ
- ประชาชนเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม
- ลดจำนวนคนที่ต้อง “หาเงินรักษา” หรือ “ตายเพราะจน”
การโกงจึงไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว
แต่เกี่ยวข้องกับ “ชีวิตมนุษย์โดยตรง”
5.5 ระบบการศึกษาแข็งแรงขึ้น คนรุ่นใหม่ได้โอกาสที่ยุติธรรม
ถ้าการโกงหายไปหรือถูกลดลงอย่างจริงจัง จะเกิดผล:
- การสอบแข่งขันยุติธรรมขึ้น
- โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ต้อง “สร้างภาพ”
- งบประมาณด้านการศึกษาถึงนักเรียนจริงมากขึ้น
- เด็กไม่ถูกสอนให้ “ชนะด้วยทางลัด”
สิ่งนี้ส่งผลระยะยาวอย่างมหาศาล เพราะเด็กในวันนี้คือกำลังแรงงานและผู้นำในอนาคตของชาติ
5.6 ความเหลื่อมล้ำลดลง และความยุติธรรมทางสังคมเพิ่มขึ้น
OECD ระบุว่า:
ประเทศที่คอร์รัปชันต่ำ มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า
เพราะเมื่อระบบยุติธรรมและการจัดสรรทรัพยากร “เท่าเทียม”
- คนจนไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน
- โอกาสเข้าถึงบริการรัฐเป็นธรรมขึ้น
- ความรู้สึกว่า “ประเทศนี้ยังยุติธรรม” กลับมา
สังคมจึงสงบ และความไว้วางใจในสถาบันสูงขึ้น
5.7 ประชาชนมีสุขภาวะจิตใจที่ดีขึ้น
งานวิจัยด้านจิตวิทยาสังคมชี้ว่า
สังคมที่โปร่งใสและยุติธรรม:
- ความเครียดทางสังคมต่ำกว่า
- ความรู้สึกสิ้นหวังและความรู้สึกว่า “อนาคตไม่มีทางดีขึ้น” ลดลง
- ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศมากขึ้น
นี่คือ “คุณภาพชีวิตเชิงความรู้สึก” ที่เงินก็ซื้อไม่ได้
แต่ “ความยุติธรรม” สร้างได้
6) แล้วประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างไร? ทางออกต้องทำหลายระดับ
✔ ระดับบุคคล: สร้างภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม
- ฝึกคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ
- สอนให้เด็กเข้าใจ “ผลกระทบจริง” ของการโกง
- เน้นความหมายของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
งานของ Dan Ariely ชี้ว่า
การเตือนศีลธรรมก่อนลงมือ เช่นการลงชื่อรับรองความซื่อสัตย์ก่อนสอบช่วยลดการโกงได้จริง
✔ ระดับองค์กรและสถาบัน
- ระบบตรวจสอบชัดเจน
- โปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล
- ไม่ปล่อยผ่าน “เรื่องเล็กน้อย”
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยกย่องคนซื่อสัตย์
- ปกป้อง Whistleblower อย่างจริงจัง
เพราะ “โอกาสโกง” ลดลง คนโกงย่อมลดลง
✔ ระดับสังคมและนโยบาย
- สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า “โกงไม่เท่”
- สนับสนุนสื่อและภาคประชาชนในการตรวจสอบ
- ทำให้กฎหมายรวดเร็ว ยุติธรรม และเท่าเทียม
- ลดความเหลื่อมล้ำเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางชีวิต
- สังคมที่การโกงถูกต่อต้านโดยสาธารณะอย่างจริงจัง มีแนวโน้มลดการทุจริตลงได้
7) บทสรุป: การโกงไม่ใช่เรื่อง “นิสัยคนไทย” แต่คือเรื่องระบบมนุษย์และโครงสร้างสังคม
การโกงไม่ใช่เรื่องของ “คนเลว” แต่คือผลลัพธ์ของ
มนุษย์ + ระบบ + วัฒนธรรม + โครงสร้าง
เมื่อประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่สังคมที่โปร่งใส
เราต้องไม่หยุดเพียงการตำหนิ
แต่ต้อง
- เข้าใจกลไก
- ปรับระบบ
- เปลี่ยนบรรทัดฐาน
- และสร้างสังคมที่ยืนอยู่บนความซื่อสัตย์อย่างภาคภูมิ
เพราะ “ความซื่อสัตย์” ไม่ใช่เพียงคุณธรรมของคนดี
แต่เป็นรากฐานของประเทศที่มั่นคง น่าเชื่อถือ และน่าอยู่สำหรับคนทุกคน
อ้างอิง
- Ariely, D. (2012). The (Honest) Truth About Dishonesty.
- Mazar, N., Amir, O., & Ariely, D. (2008). The Dishonesty of Honest People: A Theory of Self-Concept Maintenance.
- Cressey, D. R. (1953). Other People’s Money.
- Lawrence Kohlberg (1981). The Philosophy of Moral Development.
- Transparency International – Global Corruption Reports
- OECD Anti-Corruption and Integrity Reports
- World Bank: Corruption costs the world 2–5% of global GDP annually
- Transparency International: Corruption Perceptions Index & Global Corruption Reports
- OECD Anti-Corruption and Integrity Reports
- WHO: Corruption in Health Systems Reports
- IMF: The Fiscal Costs of Corruption
