blog

ภาวะการหลงตัวเองกับการรู้ทัน “ตัวกูของกู” เพื่ออยู่กับโลกอย่างเบาสบาย

ภาวะการหลงตัวเองกับการรู้ทัน “ตัวกูของกู” เพื่ออยู่กับโลกอย่างเบาสบาย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้ทุกคน “เป็นตัวเอง” ได้เต็มที่ แต่บางครั้งเราก็เลยเถิดไปกับมายาคติที่หลอกล่อ หวังแต่เพียงยอดไลก์ ยอดแชร์ แล้วยึดติดไปกับมัน หลงยกยอปอปั้นตัวเองจนเกินกว่าเหตุ พอกหนาตัวตนจนไม่เห็นหัวใคร ดั่งอาการที่เรียกว่าว่า หลงตัวเอง (Narcissism) ซึ่งมักถูกพูดถึงบ่อยขึ้น บางครั้งใช้ในเชิงล้อเลียน แต่ในความเป็นจริง ภาวะหลงตัวเองมีทั้งระดับที่เป็นเรื่องปกติ และระดับที่กลายเป็นปัญหาต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และสุขภาพใจ บทความนี้จะพาออกสำรวจเข้าสู่ภายในจักรวาลแห่งการหลงตัวเอง ไปทำความเข้าใจว่า

  • ทำไมมนุษย์ถึงหลงตัวเอง
  • ผลดี–ผลเสียของการหลงตัวเอง
  • วิธีสังเกตคนที่มีแนวโน้มหลงตัวเอง
  • เช็คลิสต์ว่าตัวเราอยู่ระดับไหน
  • และเชื่อมโยงกับแนวคิด “ตัวกูของกู” ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เพื่อการปล่อยวางอย่างลึกซึ้ง

ทำไมมนุษย์ถึงหลงตัวเอง?

ในมุมจิตวิทยา การหลงตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีรากลึกจากหลายปัจจัย

1.1 กลไกการปกป้องตัวตน (Ego Defense)

มนุษย์ทุกคนมี “อัตตา (Ego)” เพื่อรักษาความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง เมื่อเผชิญความไม่มั่นคง ความล้มเหลว หรือการถูกปฏิเสธ สมองอาจสร้างภาพลักษณ์ “ฉันต้องพิเศษ ต้องเก่ง ต้องเหนือกว่า” เพื่อปกป้องใจไม่ให้เจ็บปวด

1.2 บาดแผลในวัยเด็ก

งานวิจัยพบว่า คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่

  • ถูกยกย่องเกินจริงตลอดเวลา
    หรือ
  • ถูกละเลย ถูกเปรียบเทียบ ถูกกดคุณค่า
    มีโอกาสพัฒนา “การหลงตัวเอง” เพื่อทดแทนความรู้สึกว่าขาดในใจจึงต้องการสิ่งเติมเต็ม

1.3 วัฒนธรรมการแข่งขันและภาพลักษณ์

สังคมที่เน้น “ความสำเร็จ ชื่อเสียง ยอดไลก์” ทำให้คุณค่าของคนถูกผูกกับการยอมรับจากภายนอก จึงง่ายมากที่เราจะค่อยๆ เอาตัวตนไปผูกกับภาพลักษณ์ มากกว่าความเป็นจริงของใจ

ผลดี–ผลเสียของการหลงตัวเอง

ด้านที่เป็นประโยชน์ (ระดับปกติ)

  • มีความมั่นใจในตัวเอง
  • กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ
  • มีแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง
  • เชื่อในศักยภาพของตน

ด้านที่เป็นโทษ (เมื่อมากเกินไป)

  • ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy)
  • ต้องการคำชื่นชมตลอดเวลา
  • รับคำวิจารณ์ไม่ได้ โกรธง่าย
  • ใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับตัวเอง
  • ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยการเอาชนะ มากกว่าความเข้าใจ

ในระยะยาว คนที่หลงตัวเองสูงมักเผชิญ ความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ เพราะความสัมพันธ์ไม่ลึก ไม่จริง และเต็มไปด้วยการแข่งขันทางอัตตา

วิธีสังเกตคนที่มีแนวโน้มหลงตัวเอง

ลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ (ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกข้อ)

  • ชอบพูดถึงตัวเองเป็นหลัก
  • ต้องการเป็นจุดสนใจในทุกสถานการณ์
  • มองว่าตัวเอง “พิเศษกว่า” คนอื่น
  • โทษคนอื่นเมื่อเกิดปัญหา
  • ยากที่จะขอโทษอย่างจริงใจ
  • รับฟัง แต่ไม่ “รับเข้าใจ”
  • ใช้ความสำเร็จ/สถานะเพื่อยืนยันคุณค่าตัวเอง

เช็คลิสต์: ฉันหลงตัวเองระดับไหน?

ลองประเมินตัวเองอย่างซื่อสัตย์ (ให้คะแนนตามควมเป็นจรอง 0–4: ไม่จริงเลย → จริงมาก)

  1. ฉันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไม่ได้รับการยอมรับ
  2. ฉันคิดว่าความคิดเห็นของฉันมักจะดีกว่าคนอื่น
  3. ฉันโกรธหรือป้องกันตัวทันทีเมื่อถูกวิจารณ์
  4. ฉันอยากให้คนอื่นมองว่าฉันประสบความสำเร็จ
  5. ฉันรู้สึกว่าคนอื่นควรเข้าใจฉันมากกว่าที่ฉันเข้าใจเขา
  6. ฉันรู้สึกว่าคุณค่าของฉันขึ้นกับผลงานหรือภาพลักษณ์
  7. ฉันยากที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
  8. ฉันเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ่อย
  9. ฉันรู้สึกอึดอัดเมื่อคนอื่นเด่นกว่าฉัน
  10. ฉันรู้สึกว่าถ้าไม่มีบทบาทหรือสถานะ ฉันจะไม่มีคุณค่า

การแปลผล (คร่าวๆ):

  • 0–10 คะแนน: ระดับปกติ มีอัตตาเพื่อใช้ชีวิต
  • 11–20 คะแนน: เริ่มพึ่งพาการยอมรับจากภายนอก
  • 21–30 คะแนน: มีแนวโน้มหลงตัวเอง ควรฝึกสติและการสะท้อนตน
  • 31–40 คะแนน: อัตตาสูง กระทบความสัมพันธ์และสุขภาวะใจ

“ตัวกูของกู” ตามแนวคิดท่านพุทธทาส

ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายว่า

“ตัวกูของกู คือรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง”

ในเชิงลึก ตัวกูของกู คือการยึดถือว่า

  • นี่คือ “ฉัน”
  • นี่คือ “ของฉัน”
  • นี่คือ “ตัวตนของฉัน”

เมื่อเรายึด “ภาพลักษณ์ ความสำเร็จ ความคิด ความถูกต้อง” เป็นตัวกูของกู
เราจะ ทุกข์ทันที เมื่อมันถูกกระทบ

ภาวะหลงตัวเองในมุมพุทธจึงไม่ใช่แค่ปัญหานิสัย
แต่คือ การยึดมั่นในอัตตา (อุปาทานในตัวตน)

การฝึกคลายตัวกูของกู

  • เห็นความคิดเป็นแค่ “ความคิด” ไม่ใช่ตัวเรา
  • เห็นบทบาทเป็นแค่ “บทบาท” ไม่ใช่คุณค่าชีวิต
  • ฝึกฟังโดยไม่ต้องเอาชนะหรือตัดสิน
  • ฝึกยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตน
  • ฝึกเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

เมื่อ “ตัวกูของกู” เบาลง
ความหลงตัวเองจะค่อยๆ คลาย
และเกิดพื้นที่ของ ความเข้าใจ ความอ่อนโยน และปัญญา

บทสรุป: จากหลงตัวเอง สู่การรู้จักตัวเอง

การหลงตัวเองไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป
มันคือสัญญาณของ “ใจที่พยายามปกป้องตัวเอง”

แต่ถ้าเรารู้เท่าทัน
จาก หลงตัวเอง จะค่อยๆ กลายเป็น รู้จักตัวเอง
จาก ยึดตัวตน จะค่อยๆ กลายเป็น เห็นตามความเป็นจริง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพทางใจ
ตามแนวทางพุทธ ที่ไม่ใช่การกดตัวตน
แต่คือการ ไม่ต้องแบกตัวตนไว้ตลอดเวลา

อ่านบทความนี้จบแวะไปฟังเพลงประกอบบทความนี้ครับผม


อ้างอิง

  • American Psychiatric Association. (2013). DSM-5: Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders.

  • Campbell, W. K., & Foster, C. A. (2007). The Narcissistic Self: Background, an Extended Agency Model, and Ongoing Controversies.

  • Twenge, J. M., & Campbell, W. K. (2009). The Narcissism Epidemic. Free Press.

  • Kohut, H. (1971). The Analysis of the Self. University of Chicago Press.

  • พุทธทาสภิกขุ. ตัวกู ของกู. สำนักพิมพ์สวนโมกข์

  • พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม (ว่าด้วยอัตตาและอนัตตา)

tonypuy

รักเรียนรู้ กู้บ้างพอเป็น drive รักท่วงทำนองดนตรี ครีเอตคอนเทนต์ไปเรื่อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.