แก้ปัญหาชีวิต คิดเป็นระบบดิคร้าบ
อันว่าชีวิตที่เกิดมาเต็มไปด้วยปัญหา และเมื่อพินิจคิดดูแล้วมันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเจอประจำ มีคำพูดที่ล้อกันเล่นแต่ทำเอาสะดุ้ง คือ คนไม่มีลมหลายใจเท่านั้นคือคนที่มีปัญหา (แต่บางคนก็ทิ่งปัญหาไว้ให้คนเป็นแก้กันมากมาย) และตราบเท่าที่เราหายใจ เราก็ยังต้องมีปัญหาต่อไป จริงไหม ?
เรามาเริ่มกันตรงที่ปัญหาผ่านมุมมองความจริงที่เราต้องเจอมันแทบทุกวัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมันในมุมไหน ปัญหามีไว้แบก ปัญหามีไว้ท้าทาย ปัญหามีไว้หัวเราะใส่มัน หรือปัญหามีไว้เพื่ออะไร ก็สุดแล้วแต่จะมองครับ แต่ที่แน่ๆ คือ วันนี้ผมจะชวนมองปัญหาที่ตั้งมันไว้ตรงนั้นและหันกลับมาพิจารณาเครื่องมือในการแก้ปัญหา เครื่องมือในการแก้ปัญหาอันหนึง่ที่น่าสนใจและมีคนพูดถึงมันบ่อยๆ แต่อาจจะนำมาใช้จริงจังบ้าง หรือเอาไว้แค่พูดให้มันดูยากๆจนไม่รู้จะเอามาใช้ยังไง นั้นคือ กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ หรือ System thinking นี้เองงงงงงงง
ใดใดในโลกล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์
เคยได้ยินสำนวนหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่” ผมเอานิ้วช้อนคางมองบน คิดสักพัก แล้วรำพึงออกมาว่า “อืม…ก็จริงนะ” อย่างน้อยก็ต้องมีพ่อ มีแม่ มีการปฎิสนธิ มีการรับสารอาหารผ่านรก มีออกซิเจนจากพืช มีน้ำหล่อเลี้ยง พอออกจากท้องแม่ ก็ต้องการการเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง ต่อมีพ่อแม่ประคับประคองกว่าจะยืนได้ด้วยตัวเอง (เราสู้วัว สู้ควายไม่ได้ครับ เพราะเวลามันออกจากท้องแม่ มันยืนได้เลย) เกริ่นมายืดยาวเพียงเพื่อจะบอกว่า เราต้องอาศัยคนอื่น เราเติบโตด้วยสายสัมพันธ์เสมอ จากจุดนี้ ถ้าเรามองพ้นตัวเองออกไปเรื่อยๆเหมือนปรับเลนส์กล้องซูมเอาท์ออก จะพบว่า ความสัมพันธ์เชื่อมโยงจะอยู่ในระบบครอบครัว ระบบชุมชน ประเทศ โลก จักรวาล มันอาจะเป็นสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่ผมเชื่อว่าเรารู้สึกได้ว่ามีมันอยู่ (ถ้าอัตตาไม่หนาจนเกินไปนะครับ) และหากเราเปิดใจกว้างๆแล้วมองไปที่ปัญหา เราก็จะพบว่า ในปัญหามันก็มีความสัมพันธ์ที่นัวเนีย คล้ายดังกับเชือกไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเส้นที่มันผูกรัดกันอยู่
ตั้งสติและไปเอามีดมาผ่าดูสะ
ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เชือกร้อบรัดฟัดเหวี่ยงกันวุ่นวายแล้ว อย่าคิดที่จะเริ่มโวยวายตีโพยตีพาย ดีที่สุด คือ หายใจเข้าออกลึกๆแล้ว “ตั้งสติ” จากนั้นเดินช้าๆไปหามีดมา หลายคนอาจจะนึกถึงฉากสยองขวัญว่า เอามีดมาแล้วถือไปแทงคนที่เป็นปัญหาเลยดีไหมจะได้หมดปัญหา ไม่ใช่เลยครับ เพียงแต่เป็นเชิงเปรียบให้เห็นครับ “มีด” ที่ผมพูดถึงมันไม่ใช่มีดจริงๆ แต่เป็นมีดคมๆที่เรียกว่า “การคิดวิเคราะห์“ซึ่งกระบวนการคิดวิเคราะห์มันต้องมีการแยกแยะองค์ประกอบออกมา อย่างเช่นปัญหาที่เกิดเราก็ต้อง แยกแยะองค์ประกอบของปัญหาออกมา เช่น ปัญหานี้มีสาเหตุจากอะไรบ้าง ใครเกี่ยวข้องบ้าง มีอะไรที่ซับซ้อนหรือซ้อนทับกันอยู่ไหม คล้ายกับเอามีดไปผ่าให้เห็นใส้เห็นผุงของปัญหานั่นละครับ เมื่อผ่าปัญหาแล้วเราจะเห็นองค์ประกอบของปัญหาได้อย่างชัดเจน รวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือ เราต้องวิเคราะห์ไปถึงความสัมพันธ์ของปัญหาว่ามันเกี่ยวโยงซ่อนเร้นอะไรอยู่ เพราะบางทีซึ่งที่เห็นมันเป็นแค่เพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราอาจจะต้องผ่าให้ลึกลงไปใส่ชุดประดาน้ำดำไปให้ลึกใต้ภูเขาน้ำแข็งว่ามีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้นหรือไม่
เราอยู่ตรงไหนแล้วจะเริ่มแก้กันตรงไหน
พึงระลักเสมอครับว่า ในระบบของปัญหานั้นเราเองก็คือ องค์ประกอบหรือหนึ่งในผู้เล่นที่อยู่ในปัญหาและบางทีถ้ากล้ามากพออาจจะต้องยอมรับว่า เราเองก็เป็นคนสร้างปัญหาเหมือนกัน (บางคนมีอำนาจหรืออิทธิพลในหมู่ชนที่กำลังเผชิญปัญหา แล้วกำลังหลงตัวเองกับการไม่ยอมรับกับการสร้างปัญหาก็มีนะครับ) และหากยอมรับตรงจุดนี้ ทางมันจะเปิดกว้างให้เห็นความจริงและการแก้ปัญหามันอาจจะง่ายขึ้น และเมื่อเรายอมรับเราจะมองเห็นจุดที่ยืนอยู่ ณ ปัจจุบันได้ชัดพร้อมที่จะแก้ปัญหากันต่อ โดยทางเลือกของการแก้ปัญหาอาจจะมีหลากหลายทาง และเมื่อเลือกแล้วใส่มันเข้าไปในวิธีแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจเป็นไปได้ในแบบที่แก้ปัญหาไม่ได้แย่กว่าเดิม (ในกระบวนการคิดเป็นระบบมักเรียกว่า วงจรป้อนกลับเชิงบวก (Positive Feedback Loop)) อย่าตกใจหันกลับมาตั้งสติ พิจารณา หาอีกทางแล้วลองใส่มันเข้าไปอีกครั้ง เพื่อจะนำไปสู่ทางของการแก้ปัญหา ลดปัญหาให้น้อยลงเพื่อกลับสู่จุดที่ใช้ชีวิตได้แบบปกติหรือในแบบปัญหาคลี่คลายนั้นเอง (ในกระบวนการคิดเป็นระบบ คือ วงจรป้อนกลับเชิงลบ (Negative Feedback Loop))
บทสรุป
จริงๆกระบวนการคิดเป็นระบบมันสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีมากๆเลยนะครับ บางคนก็ใช้อยู่เป็นประจำแต่บางคนอาจไม่ค่อยใช้หรือจะใช้แต่สติแตกสะก่อน แต่ก็ยืนยันครับว่า หากคิดจะเริ่มแก้ปัญหา เริ่มที่ตั้งสติรู้เท่าทั้นมันก่อน จากนั้นตามด้วยเอามีดที่ชื่อว่า “การคิดวิเคราะห์” มาผ่าให้เห็นองค์ประกอบของปัญหา จากนั้นหาทางแก้ ถ้ายิ่งแก้ยิ่งไปกันเยอะก็วกกลับมาทบทวน “ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหน” จากนั้นเลือกแนวทางใหม่แล้วแก้อีก ถ้าปัญหาเริ่มคลี่คลายแสดงว่าไปถูกทางละ ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ได้เรื่องอย่างไรมาแลกเปลี่ยนกันคร้าบ
สนใจเรื่องการคิดอย่างเป็นระบบหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือแนะนำด้านล่างนะครับ

