อะไรที่ทำให้คนเห็นแก่ตัว
1. ต้นตอจากภายใน: เมื่อใจสร้าง “ตัวกู-ของกู”
ในมุมมองทางพุทธศาสนา (สำนักสวนโมกข์) ความเห็นแก่ตัวไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่มาจากจิตใจที่ขาดสติเมื่อไปรับรู้สิ่งต่างๆ ทำให้เกิดความอยาก (ตัณหา) และไปยึดติดว่าสิ่งนั้นคือ “ตัวกู-ของกู” เมื่อรู้สึกแบบนี้ เราจึงต้องคอยปกป้องตัวเองและชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แต่การมองปัญหาที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราลืมมองปัญหาเชิงระบบหรือโครงสร้างของสังคมที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ที่แท้จริงได้ครับ
2. แรงกดดันจากภายนอก: ระบบทุนนิยมที่บีบให้เราต้องแข่งกันรอด
ในทางเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ มองว่า “การทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง” (Self-Interest) เป็นเรื่องธรรมชาติที่ช่วยพัฒนาสังคมได้ ถ้าเราไม่เบียดเบียนใคร แต่ในยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยระบบ “เสรีนิยมใหม่” (Neoliberalism) โลกกลับผลักดันให้ความเห็นแก่ตัวรุนแรงขึ้น ระบบนี้ทำให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลายเป็นเรื่องแปลก สร้างวัฒนธรรมการบ้างาน (Grind Culture) จนคนหมดไฟ และยังใช้การตลาดมากระตุ้นให้เรารู้สึก “ขาดแคลน” อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เราบ้าคลั่งการบริโภคครับ
3. ทางออก: “พุทธเศรษฐศาสตร์” และ “สันโดษเชิงรุก”
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เสนอทางแก้ผ่าน “พุทธเศรษฐศาสตร์” โดยแนะนำให้เราเปลี่ยนจาก “ตัณหา” (ความอยากเสพเพื่อปรนเปรอตัวเอง) มาใช้ “ฉันทะ” (ความอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตและเกื้อกูลผู้อื่น) แทน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจคือ “สันโดษเชิงรุก” หมายถึง ให้เราพอใจกับวัตถุสิ่งของที่มี จะได้ประหยัดพลังงาน แต่ “ห้ามสันโดษในการทำความดี” คือให้นำพลังงานที่เหลือไปสร้างสรรค์และช่วยเหลือสังคมนั่นเองครับ
การจะแก้ปัญหาความเห็นแก่ตัวให้ได้ผลจริง เราจะพึ่งพาแค่การบอกให้ทุกคน “เป็นคนดี” ไม่ได้ แต่ต้องทำ 2 อย่างไปพร้อมกัน คือ ปรับปรุงกฎกติกาและโครงสร้างสังคม ให้ยุติธรรมเพื่อไม่ให้คนต้องเห็นแก่ตัวเพื่อเอาชีวิตรอด ควบคู่ไปกับการ พัฒนาจิตใจ เพื่อละทิ้งความยึดติดใน “ตัวกู-ของกู” อย่างยั่งยืนครับ
อ่านเอกสารฉบับเต็มจุใจได้ที่ด้านล่างจ้า
ใครชอบอ่านย่อๆเชิญด้านล่างจ้า
