blog

อะไรที่ทำให้คนเห็นแก่ตัว

     เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนเราถึงมีความเห็นแก่ตัว? เวลาพูดถึงเรื่องนี้ หลายคนมักจะมองว่ามันเป็นแค่สัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตในการเอาชีวิตรอดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่จริงๆ แล้ว เมื่อเราลองมองให้ลึกลงไปในโครงสร้างสังคมมนุษย์ที่ซับซ้อน ความเห็นแก่ตัวกลับไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคุณลักษณะทางชีววิทยาเท่านั้นครับ แต่มันคือผลลัพธ์ที่เกิดจากแรงกระทำสองด้านที่สอดประสานกัน นั่นคือ “กระบวนการปรุงแต่งภายในจิตใจ” ของเราเอง และ “แรงบีบคั้นจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม” ภายนอกที่คอยกดดันพฤติกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ตรงจุด บทความนี้จะพาเราไปกะเทาะเปลือกและทำความเข้าใจต้นตอของความเห็นแก่ตัวแบบเจาะลึก โดยผสานมุมมองทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนา เข้ากับหลักเศรษฐศาสตร์การเมืองและสังคมร่วมสมัยครับ… ลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลยครับว่า แท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้คนเราเห็นแก่ตัว

1. ต้นตอจากภายใน: เมื่อใจสร้าง “ตัวกู-ของกู”

ในมุมมองทางพุทธศาสนา (สำนักสวนโมกข์) ความเห็นแก่ตัวไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่มาจากจิตใจที่ขาดสติเมื่อไปรับรู้สิ่งต่างๆ ทำให้เกิดความอยาก (ตัณหา) และไปยึดติดว่าสิ่งนั้นคือ “ตัวกู-ของกู” เมื่อรู้สึกแบบนี้ เราจึงต้องคอยปกป้องตัวเองและชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แต่การมองปัญหาที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราลืมมองปัญหาเชิงระบบหรือโครงสร้างของสังคมที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ที่แท้จริงได้ครับ

2. แรงกดดันจากภายนอก: ระบบทุนนิยมที่บีบให้เราต้องแข่งกันรอด

ในทางเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ มองว่า “การทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง” (Self-Interest) เป็นเรื่องธรรมชาติที่ช่วยพัฒนาสังคมได้ ถ้าเราไม่เบียดเบียนใคร แต่ในยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยระบบ “เสรีนิยมใหม่” (Neoliberalism) โลกกลับผลักดันให้ความเห็นแก่ตัวรุนแรงขึ้น ระบบนี้ทำให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลายเป็นเรื่องแปลก สร้างวัฒนธรรมการบ้างาน (Grind Culture) จนคนหมดไฟ และยังใช้การตลาดมากระตุ้นให้เรารู้สึก “ขาดแคลน” อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เราบ้าคลั่งการบริโภคครับ

3. ทางออก: “พุทธเศรษฐศาสตร์” และ “สันโดษเชิงรุก”

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เสนอทางแก้ผ่าน “พุทธเศรษฐศาสตร์” โดยแนะนำให้เราเปลี่ยนจาก “ตัณหา” (ความอยากเสพเพื่อปรนเปรอตัวเอง) มาใช้ “ฉันทะ” (ความอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตและเกื้อกูลผู้อื่น) แทน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจคือ “สันโดษเชิงรุก” หมายถึง ให้เราพอใจกับวัตถุสิ่งของที่มี จะได้ประหยัดพลังงาน แต่ “ห้ามสันโดษในการทำความดี” คือให้นำพลังงานที่เหลือไปสร้างสรรค์และช่วยเหลือสังคมนั่นเองครับ

การจะแก้ปัญหาความเห็นแก่ตัวให้ได้ผลจริง เราจะพึ่งพาแค่การบอกให้ทุกคน “เป็นคนดี” ไม่ได้ แต่ต้องทำ 2 อย่างไปพร้อมกัน คือ ปรับปรุงกฎกติกาและโครงสร้างสังคม ให้ยุติธรรมเพื่อไม่ให้คนต้องเห็นแก่ตัวเพื่อเอาชีวิตรอด ควบคู่ไปกับการ พัฒนาจิตใจ เพื่อละทิ้งความยึดติดใน “ตัวกู-ของกู” อย่างยั่งยืนครับ


อ่านเอกสารฉบับเต็มจุใจได้ที่ด้านล่างจ้า

 

ใครชอบอ่านย่อๆเชิญด้านล่างจ้า

ใครชอบฟังยาวๆเชิญด้านนี้จ้า

 

tonypuy

รักเรียนรู้ กู้บ้างพอเป็น drive รักท่วงทำนองดนตรี ครีเอตคอนเทนต์ไปเรื่อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.