นิทานคนถ้ำกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคของผู้คนที่ต้องอาศัยถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย ไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง และในยุคนั้นยังเป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักแม้แต่คำว่า “ไฟ”

ทุกคนมีตาเหมือนกันแต่การมองเห็นอาจแตกต่างกัน แสงสว่างเป็นสิ่งที่แสนจะมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก ฉะนั้นชนเผ่าที่อยู่ในถ้ำต่างต้องการแสงสว่างมากกว่าสิ่งอื่นใด

แต่กระนั้นเอง ชนชั้นหมอผีและหัวหน้าเผ่าเพียงเท่านั้นที่เหมารวบเอาอภิสิทธิ์อันอ้างบัญชาจากสวรรค์ว่า มีเพียงแต่กลุ่มตนเท่านั้นที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากแสงสว่างได้ ดังนั้นในแต่ละวันภารกิจสำคัญของชนชั้นสูงนั้น คือ การออกไปพบแสงสว่างข้างนอกถ้ำเพื่อไปหากินจนอิ่มเปรมพุง จากนั้นก็เก็บแต่เพียงเศษอาหารกลับมาแบ่งปันให้กับกลุ่มลูกเผ่าที่เหลือ ในความมืดมิดในถ้ำนั้นบดบังสายตาให้มองไม่เห็นแม้แต่สิ่งที่ตนกิน ลูกเผ่าต่างไม่มีทางเลือกใดใดนอกจากต้องกินเพื่อความอยู่รอด

กิจวัตรที่ลูกเผ่าต้องเข้าร่วมทุกวัน คือ การที่ต้องไปยืนตัวตรงเพื่อรับฟังหัวหน้าเผ่าเล่าเรื่องราวภายใต้แสงสว่างที่ตนไปพบอยู่ข้างนอก โดยเรื่องราวต่างๆถูกปั้นแต่งไปในทางที่การสร้างความเป็นหนึ่งผ่านตัวละครต่างๆ ที่ลูกเผ่าเองก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นมาก่อน แต่ตัวละครเหล่านั้นต่างเสียสละรักษาถ้ำแห่งนี้ไว้ให้พวกเราอยู่อย่างสุขสบาย และเหตุผลสำคัญที่สุดที่ลูกเผ่าจะต้องเชื่อนั้นคือ บทลงโทษรุนแรงที่อาจจะต้องไปพบแสงสว่างนอกถ้ำในแบบที่ไม่มีลมหายใจ

ลูกเผ่าบางคนติดว่าเพียงเท่านี้ก็คือความสุขสบายแม้มองอะไรไม่เห็นแต่ฉันก็ยังได้กิน แต่ลูกเผ่าบางคนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ขณะที่กินอยู่ ก็คิดตั้งคำถามว่า

“ข้างนอกถ้ำคืออะไรและเหตุใดเราจึงไม่เคยได้รับแสงสว่าง แสงสว่างนั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่ใช่หรอ ทำไมเราต้องถูกปิดกั้นไม่ให้ได้รับแสงสว่าง” คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของลูกเผ่าบางคน

อยู่มาวันหนึ่งเกิดปรากฎการณ์ แสงว๊าบที่ปลายอุโมงค์ ซึ่ง 1000 ปีจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง สร้างความแตกตื่นให้ลูกเผ่าเป็นอันมาก บางคนทำตัวไม่ถูก เกิดมาไม่เคยเห็นถึงกับช๊อคสลบไป บางคนตาค้างตัวแข็งในหัวเต็มไปด้วยคำถาม “ปลายอุโมงค์นั้นมีอะไรนะ” ความวุ่นวายเช่นนี้เกิดอยู่ 3 วันเต็มๆ

กลองประชุมดังลั่น ทุกคนต่างมารวมกัน เสียงหัวหน้าเผ่าดังขึ้นก้องถ้ำว่า “จงอย่าตกใจสิ่งที่พวกเจ้าเห็นนั้น ไม่ได้เรียกว่าแสงสว่าง ไม่ใกล้เคียงกับคำนั้นเลยจริงๆ โปรดจงอย่าแตกตื่น และโปรดอย่างตั้งคำถาม เสียเวลาทำมาหากิน จงก้มหัวทำมัน เพื่อสิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน ทำไป ทำไปเพื่อรอแสงสว่างที่แท้จริง ซึ่งถึงเวลานั้นเราจะยืนยันให้ทุกท่านเอง”

ทุกคนต่างแยกย้าย กลับไปอยู่ในมุมของตัวเอง แต่ก็มิอาจหยุดความสงสัยของคนบางคนได้…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ตาที่บอด ยังไม่เลวร้ายเท่าใจบอด ใจบอดยังไม่เลวร้ายเท่าปัญญาบอด

tonypuy

ตั้งใจมากๆอยากให้การตลาดออนไลน์สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.