ปลุกพลังเด็กในตัวเพื่อพิชิตปัญหาแบบผู้ใหญ่
เนื่องในวาระวันเด็กเวียนวกกลับมาอีกรอบ ผมเองก็กลับมาคิดทบทวนหวนคำนึงถึงห้วงเวลาเป็นเด็กที่รู้สึกถึงความสุดแสนอิสระ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ไม่ต้องแบกอะไรมากล้น แต่พอโตขึ้นทำไมมันเยอะแยะจัง และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่บางครั้งก็เผลอทิ้งอะไรแบบเด็กๆไป ทั้งๆที่คิดไปคิดมา อะไรที่ตอนเด็กๆเราเคยมี อาจนำมาเป็นเครื่องมือดีๆใช้แก้ปัญหาของผู้ใหญ่ได้ ดังนั้นเลยถือวาระดีๆของวันเด็กนำสาระดีๆที่เหมาะกับผู้ใหญ่กับบทความชิ้นนี้กันครับ
ทำไมเมื่อโตขึ้น เราจึง “ทิ้งทักษะสำคัญของชีวิต” ไปโดยไม่รู้ตัว
ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ การเติบโตไม่ได้หมายถึงการแทนที่คุณสมบัติเดิมทั้งหมด
แต่คือการ “ซ้อนทับ” ทักษะใหม่ลงบนฐานเดิม
ทว่าในความเป็นจริง ผู้ใหญ่จำนวนมากกลับเติบโตแบบ ตัดขาดจากฐานเดิมของวัยเด็ก เพราะ
- ระบบการศึกษาให้รางวัลกับคำตอบถูก มากกว่าคำถามที่ดี
- สังคมการทำงานให้คุณค่ากับความมั่นใจ มากกว่าความไม่รู้
- วัฒนธรรมผู้ใหญ่ผูกความผิดพลาดเข้ากับคุณค่าของตัวคน
ผลคือ ผู้ใหญ่จำนวนมาก “เก่งขึ้น” แต่ ยืดหยุ่นน้อยลง และนี่เองที่ทำให้ปัญหาชีวิตยากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
ความอยากรู้อยากเห็น: จากเด็กที่ถามไม่หยุด สู่ผู้ใหญ่ที่กลัวคำถาม
เด็กไม่ถามเพราะอยากอวดฉลาด แต่ถามเพราะอยากเข้าใจโลก
ผู้ใหญ่กลับไม่ถาม ทั้งที่ไม่เข้าใจ เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์
ในเชิงจิตวิทยา ความอยากรู้อยากเห็นไม่ใช่นิสัย แต่คือ กลไกการอยู่รอดทางปัญญา
งานวิจัยพบว่า curiosity (ความอยากรู้) ช่วยให้สมองเปิดรับข้อมูลใหม่ ลดการคิดแบบตายตัว (fixed mindset) และเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหา
เมื่อผู้ใหญ่ขาดความอยากรู้อยากเห็น จะเกิดอะไรขึ้น
- ทำงานแบบเดิมซ้ำ ๆ แต่เหนื่อยมากขึ้น
- ตัดสินคนเร็ว แต่อธิบายโลกได้น้อยลง
- รู้สึกติดกับดัก ทั้งที่โอกาสยังมีอยู่
การปลุก curiosity แบบผู้ใหญ่
ไม่จำเป็นต้องถามเหมือนเด็ก แต่ถามให้ลึกขึ้น เช่น
- “ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะมีทางอิ่นอีกไหม”
- “สิ่งที่เรากลัว จริง ๆ แล้วคืออะไร”
- “เราเชื่อแบบนี้เพราะประสบการณ์ หรือเพราะเคยถูกสอนมา”
การเล่นและการทดลอง: สิ่งที่ผู้ใหญ่เข้าใจผิดว่ามันดูไม่จริงจัง
คำว่า “เล่น” ในจิตวิทยา ไม่ได้แปลว่าไร้สาระ
แต่หมายถึง สภาวะที่สมองเปิดรับความเป็นไปได้หลายแบบโดยไม่รีบตัดสิน
เด็กเล่นเพื่อเรียนรู้
ผู้ใหญ่เลิกเล่นเพื่อดูเป็นมืออาชีพ
แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใหญ่จำนวนมาก ติดอยู่กับวิธีเดียว และหมดแรง
การทดลองแบบเด็ก ช่วยผู้ใหญ่ยังไง
- ทำให้กล้าลองโดยไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ
- ลดความกลัวความผิดพลาด
- เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้
ตัวอย่างเชิงชีวิต
- คนที่เปลี่ยนอาชีพได้ดี มัก “ลองขยับ” มากกว่ารอให้มั่นใจก่อน
- คนที่จัดการความสัมพันธ์ได้ มักทดลองสื่อสารแบบใหม่ ไม่ยึดติดสูตรเดิม
ความยืดหยุ่นทางอารมณ์: เด็กไม่เข้มแข็งไปกว่าผู้ใหญ่ แต่ฟื้นตัวไวกว่า
ผู้ใหญ่จำนวนมากภูมิใจว่า “ทนเก่ง”
แต่ในทางจิตวิทยา การทนโดยไม่ฟื้นตัว คือการสะสมความเครียดเรื้อรัง
เด็กเศร้า เสียใจ ร้องไห้ แล้วกลับมาเล่นต่อ
ผู้ใหญ่เศร้า เสียใจ แล้วเก็บไว้ในความเงียบบางครั้งเก็บกดสะสมจนมีผลต่อสุขภาพกายและใจ
ความต่างที่สำคัญ
- เด็ก “รู้สึกแล้วผ่าน”
- ผู้ใหญ่ “คิดซ้ำแล้วติดอยู่อย่างนั้น”
งานวิจัยด้าน emotion regulation ชี้ว่า คนที่รับรู้อารมณ์ตัวเองโดยไม่ตัดสิน จะมีสุขภาวะทางใจดีกว่าคนที่พยายามเข้มแข็งตลอดเวลา
วิธีปลุกความยืดหยุ่นแบบเด็ก
- ยอมรับความรู้สึกก่อนการแก้ปัญหา
- แยก “ความรู้สึก” ออกจาก “ตัวตน”
- อนุญาตให้พัก โดยไม่รู้สึกผิด
จินตนาการและการเชื่อมโยง: ทักษะขั้นสูงที่ดูเหมือนเด็ก
เด็กสามารถเชื่อมเรื่องเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
ผู้ใหญ่กลับแยกเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นชิ้น ๆ จนมองไม่เห็นภาพรวม
ในโลกปัจจุบัน ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาเดี่ยว แต่เป็น ปัญหาเชิงระบบ
จินตนาการจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นเครื่องมือเพื่อใช้มองอนาคต
ตัวอย่าง
- การแก้ปัญหาสุขภาพ ต้องเชื่อมกาย ใจ งาน และสิ่งแวดล้อม
- การแก้ปัญหาองค์กร ต้องเชื่อมคน วัฒนธรรม และความหมาย
เด็กทำสิ่งนี้โดยธรรมชาติ
ผู้ใหญ่ต้อง “เรียนรู้ใหม่” เพื่อทำได้อีกครั้ง
การเป็นผู้ใหญ่ที่ยังรักษาความเป็นเด็กไว้ คือผู้ใหญ่ที่แข็งแรงที่สุด
การปลุกความเป็นเด็ก ไม่ได้หมายถึงการถอยหลัง
แต่คือการ เอาความอ่อนโยน ความยืดหยุ่น และความอยากรู้ มาผสานกับความรับผิดชอบ
ผู้ใหญ่ที่ยังมีความเป็นเด็ก จะ
- เหนื่อยแต่ไม่พัง
- ล้มลงแต่ไม่แตกสลาย
- เจอปัญหาแต่ยังมองเห็นความเป็นไปได้
บทสรุป
บางทีปัญหาของผู้ใหญ่
ไม่ได้ยากเพราะโลกโหดร้ายมากขึ้น
แต่ยากเพราะเราตัดขาดจากทักษะที่เคยช่วยให้เราอยู่รอดตั้งแต่ยังเล็ก
ความเป็นเด็กไม่ใช่สิ่งที่ต้องละทิ้ง
แต่คือ ฐานพลังใจ ที่ควรพกติดตัวไปได้ตลอดชีวิต
และเมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่ง กล้าปลุกความเป็นเด็กกลับมา
เขาจะไม่ได้แค่ “ผ่านปัญหา”
แต่จะ “เติบโตจากปัญหา” ได้จริง
อ่านจบแล้วมาฟังเพลงประกอบความเรียงกันครับ
อ่านในรูปแบบสมุดภาพเชิญด้านล่างนะครับ
เอกสารอ้างอิง
- Berlyne, D. E. (1960). Conflict, arousal, and curiosity. McGraw-Hill.
- Brown, S. (2009). Play: How it shapes the brain, opens the imagination, and invigorates the soul. Avery.
- Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). Intrinsic and extrinsic motivations: Classic definitions and new directions. Contemporary Educational Psychology, 25(1), 54–67.
- Gross, J. J. (2015). Emotion regulation: Current status and future prospects. Psychological Inquiry, 26(1), 1–26.
- Masten, A. S. (2001). Ordinary magic: Resilience processes in development. American Psychologist, 56(3), 227–238.
- Piaget, J. (1952). The origins of intelligence in children. International Universities Press.
- Senge, P. M. (1990). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization. Doubleday.
- Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.
