เราฟังกันน้อยไปไหม?
ปัญหามันเกิดตรงที่ว่ามีแต่คนอยากพูด ทุกคนพูด แล้วใครจะฟัง ? หากผลัดกันพูด ผลัดกันฟัง ใคร่ครวญ หาทางออกร่วมกัน ก็ไม่น่าจะยากที่จะคลี่คลายปัญหาได้
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง รอบทิศ 360 องศา ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงที่ต่างแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัตตาที่แผดก้อง เพียงเพื่อจะกลบเสียงคนอื่นให้มิด แต่ยิ่งแข่งกันดัง ก็เหมือนยิ่งผลักให้ห่างจากทางออกของปัญหาไปเรื่อยๆ
อารมณ์ ผสมความผิดเพี้ยนแห่งการตีความแบบเข้าข้างตัวเอง ยิ่งละเลงให้วงของการพูดคุยกลายเป็นวงแห่งการสาดสีเทเสียใส่กันมากกว่า เหมือนไม่มีที่สุิ้นสุด ตกลงกันอะไรไม่ได้ พอเลิกลากันไปก็ไร้หนทางอยู่ดี เสียเวลาหรือเปล่า?
จริงที่ทุกคนมีเรื่องที่ตัวเองอย่าพูด อยากเล่า และทุกคนย่อมต้องการให้คนยอมรับและฟังตัวเองอย่างตั้งใจ ฟังให้รู้ว่าฉันมีตัวตนนะ ได้โปรดอย่าเพียงได้ยินแต่เสียงของฉัน โปรดจงทำตามเป้าหมายที่ฉันคาดหวังด้วยเทอญญญญ
แต่ที่ปรากฎอยู่คือ มีแต่คนอยากพูด พูดเยอะ เสียงดัง จนหูตนเองหนวกแล้วหรือไร จึงไม่พยายามที่จะฟังคนอื่น เราได้เคยทบทวนไหมว่า “เราฟังกันน้อยไปไหม”
เราฟังกันน้อยไปไหม จึงทำให้ไม่เคยเข้าใจกันสักที
เราฟังกันน้อยไปไหม จึงจบลงด้วยการทำร้ายชีวิตตัวเอง
เราฟังกันน้อยไปไหม ปัญหามันถึงไม่เคยแก้ได้
เราฟังกันน้อยไปไหม โลกนี้ถึงมีแต่การแบ่งแยกอย่างไม่รู้จบ
เราฟังกันน้อยไปไหม ?
หากยอมรับ ก็ขอได้โปรดจงเรียนรู้วิธีการฟังให้ได้ยิน ฟังให้เข้าใจ ฟังให้ซาบซึ้งไปถึงจิตใจ ให้ได้ยินทุกเรื่องที่คนอื่นพูด ไม่ใช่แค่เลือกฟังเพียงแต่เรื่องที่เราอยากได้ยิน หลีกเลี่ยงการฟังแบบด่วนตัดสินจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่มากพอ ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน
ขอเพียงฟังกันให้มากขึ้น
โลกนี้ก็จะน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยทีเดียว