มินามาตะ ภาพถ่ายโลกตะลึง เรื่องของคนเล็กๆที่ใหญ่มากพอให้โลกหันมาสนใจ

วันนี้ 5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก แต่ก่อนหน้าหนึ่งวันเป็นวันว่างๆที่มีเวลามากพอจะหาหนังดู ขยับตัวให้น้อยหน่อย เลือกหนัง 1 เรื่องที่อยากดูมานาน หลุดจากโรงสักพัก ก็มาโพสต์ที่ Netflix เรื่องนั้นก็คือ มินามาตะ ภาพถ่ายโลกตะลึง ดูจบทำไมน้ำตานอง ในใจเฝ้าแต่คิดว่า มนุษย์ทำไมทำกับโลกทำกับมนุษย์ด้วยกันเองได้ขนาดนี้เชียวหรือ

**มีสปอยนะจ๊ะ

เรื่องนี้แกะมาจากเต้าโครงเรื่องจริงจากหนังสือชื่อเดียวกันกับหนังที่ช่างภาพเช้าอเมริกันอย่าง ยูจิน สมิธ และ ไอลีน มิโอโกะ สมิธ นำแสดงโดยดาราเจ้าบทบาทที่ผมช่่นชอบคนหนึ่ง คือ ป๋าเดปป์ หรือ จอห์นนี่ เดป นี้เอง ได้ข่าวว่าเรื่องนี้แกทั้งลงทุนลงแรงเป็นผู้อำนวยการผลิตหรือเป็น Producer เองเลยทีเดียว

โครงหลักของหนังได้ใช้ชีวิตของช่างภาพฝีมือดีอย่างยูจิน สมิธ ที่ช่วงนั้นทำงานให้นิตยสาร life ช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่จำต่ำสุดๆของแก งานก็ไม่ค่อยจะมี แถมยังถูกกดดันหลายทางจนต้องหันไปพึ่งพาเหล้าและยาเสพติด และเล้ววันหนึ่งขีวิตเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อไอลีนได้เข้ามายื่นขอเสนอบางอย่างที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

ด้วยแรงดลใจอะไรบางอย่าง จากเอกสารสำคัญที่เผยความจริงบางอย่างที่ไอลีนยื่นให้ บวกความดื้ออย่างมุทะลุ เขาตัดสินใจไปที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆที่หนึ่งที่ชื่อว่า “มินามาตะ”

สิ่งที่น่าตกใจเมื่อเขาไปถึงคือ คนในหมู่บ้านหลายคนเป็นโรคประหลาด ลูกหลานที่เกิดมามีร่างกายผิดปกติ พิการแต่กำเนิด บางคนไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ซึ่งชาวบ้านมีหลักฐานบางอย่างที่มั่นใจว่า สาเหตุสำคัญนั้นเกิดจากการรับสารเคมีบางอย่างที่ปนเปื้อนมาจากน้ำเสียโรงงาน จนนำไปสู่ตั้งกลุ่มแกนนำเรียกร้องให้โรงงานต้องรับผิดชอบ ช่วงแรกเรื่องราวได้เดินไปอย่สงเนิบช้าเพื่อให้เราได้เห็นปลกระทบทราเกิดขึ้นกับชาวบ้าน ยูจินพยายามจะสื่อสารและขอความร่วมมือให้เขาได้ถ่ายรูปเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อจะนำภาพนี้ไปเป็นตัวแทนในการเรียกร้องให้คนทั้งโลกรับรู้ ช่วงแรกๆชาวบ้านต่างไม่ให้ความร่วมมือ จนยูจินเองก็ทัอ แต่ด้วยกำลังใจจากไอลีน และไฟฝันของเด็กหนุ่มพิการ(หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ) เขาจึงมุ่งมั่นจะเก็บภาพต่อไป หนังเำเนินไปถึงช่วงพีค ทางโรงงานได้ส่งคนมาก่อกวนถึงขั้นเผาสตูดิโออัดภาพที่สร้างขึ้นชั่วคราว และช่วงที่มีการประทุระหว่งผู้ชุมนุมกับพนักงงานโรงงานทำเอายูจินบาดเจ็บปางตาย สุดท้ายโชคยังเข้าข้างมีคนเก็บฟิลม์ไว้ให้เขา และนำมาอัดใหม่ และจบไปด้วยการถ่ายภาพสุดท้ายที่สุดแสนสะเทือนใจ (ผมเห็นภาพนี้ผมถึงกับค้องไห้โหเลย ต้องไปหาดูนะครับ)

ในส่วนตัวแล้วผมว่าหนังทำได้กลมกล่อมดี ความสมจริงมันอยู่ตรงที่เขาพยายามนำฟุตเทจเหตุการณ์จริงมาแทรกเป็นระยะๆและจังหวะลงตัวมากๆ โดยรวมภาพสวยครับ ส่วนป๋าเดปป์เล่นได้ถึงอารมณ์ ฉากที่ชอบมากที่สุดคือตอนเขาซูมไปที่ตาที่มีน้ำตาไหลเอ่อตอนจะถ่ายภาพสุดท้าย ผมอินมากๆฉากนั้น

ย้อนกลับไปสมัยเรื่องเรื่องสิ่งแวดล้อมตอนเด็กๆ เคยได้เรียนโรคมินามาตะ เกิดจากการสะสมของสารปรอทเข้าไปทำลายระบบประสาทและภาพประกอบคือ คนที่รับผลกระทบที่มีร่างกายพิปกติ นิ้วมือบิดเบี้ยว เรารับรู้แค่นั้น แต่มาดูหนังเรื่องยี้มันขยายประสบการณ์ เปิดความรู้สึกให้เห็นถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมและย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน เมื่อความเห็นแก่ตัวมันบังตา มันก็กล้าที่ขะทำร้ายทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ตัวเองได้มา ผมยกย่องการต่อสู้ของคนเล็กๆที่สักวันมันกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

อย่าลืมดูช่วง end credit ต่อนะครับ เป็นไฮไลท์ที่สำคัญมากๆ นั้นเป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งจากทั่วโลกที่มนุษย์ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร หรือ เราไม่รู้จริงๆว่า เพราะโลกนี้มีอยู่ใบเดียวจริงๆ…

ปล.หาชมได้ที่ Netflix นะครับผม

อยากชมภาพชุดบางส่วนที่ทางคุณ ยูจิน สมิธ ถ่ายไว้เข้าชมได้ตามลิงค์นี้นะครับ

ดูหนังคันมือเรื่องอื่นๆ

 

tonypuy

ตั้งใจมากๆอยากให้การตลาดออนไลน์สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.