blog

คุณูปการของ นพ.ประเวศ วะสี ที่มีต่อสังคมไทย

เลือกหัวเรื่องที่ต้องการอ่าน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี กับการอภิวัฒน์โครงสร้างสังคมไทยผ่านคุณาประโยชน์เชิงประจักษ์และสถาปัตยกรรมทางปัญญา

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี หรือที่สังคมไทยยกย่องในฐานะ “ราษฎรอาวุโส” และ “หมอนักปราชญ์” คือบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในการวางรากฐานนโยบายสาธารณะและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในหลายมิติของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานของท่านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแวดวงการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ แต่แผ่ขยายอิทธิพลไปสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา การปฏิรูปการเมือง และการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคม โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ “ปัญญานุภาพ” เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์และศานติสุขยั่งยืน.1 การถึงแก่อนิจกรรมของท่านเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 ในวัย 93 ปี ถือเป็นการสูญเสียปัญญาชนสาธารณะผู้ยิ่งใหญ่ แต่กระนั้น มรดกทางความคิดและองค์กรนวัตกรรมทางสังคมที่ท่านได้ริเริ่มไว้ยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศสำคัญในการนำทางสังคมไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่.1

รากเหง้าแห่งปัญญาและเส้นทางสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

การวิเคราะห์คุณาประโยชน์ของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงปูมหลังและการหล่อหลอมทางความคิดในช่วงต้นของชีวิต ท่านเกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและมีความสัมพันธ์เชิงชุมชนที่แน่นแฟ้น.4 การเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้อาจเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิตของประชาชนในชนบท ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำหน้าที่แพทย์เพื่อคนยากไร้และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น.7

ความโดดเด่นทางสติปัญญาของท่านปรากฏชัดผ่านผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม โดยได้รับรางวัลเหรียญทองจากการทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดหลักสูตรแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปี พ.ศ. 2498.5 เส้นทางการศึกษาของท่านได้รับการสนับสนุนจากทุนส่วนพระองค์และทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และต่อยอดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ภาควิชามนุษยพันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร.6 การศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลกนี้ไม่ได้เพียงแต่ติดอาวุธทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ท่าน แต่ยังเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ในเชิงระบบและการวิจัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย.7

ข้อมูลประวัติและการศึกษาโดยสังเขป

หัวข้อรายละเอียด ข้อมูลเชิงประจักษ์ แหล่งข้อมูลอ้างอิง
วันเดือนปีเกิด 5 สิงหาคม พ.ศ. 2475 4
ภูมิลำเนา ต.เกาะสำโรง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 4
บิดา-มารดา นายคลาย และนางกิม วะสี 4
การศึกษาขั้นสูงสุด ปริญญาเอก (Medical Science) จากมหาลัยโคโลราโด และมนุษยพันธุศาสตร์ จากมหาลัยลอนดอน 4
คู่สมรส แพทย์หญิงจันทพงษ์ วะสี 6
วันถึงแก่อนิจกรรม 10 มกราคม พ.ศ. 2569 (สิริอายุ 93 ปี) 4

คุณูปการที่สำคัญยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการทำงานคือการค้นพบกลไกทางพันธุศาสตร์ที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน.5 งานวิจัยของท่านช่วยให้วงการแพทย์ไทยสามารถพัฒนาระบบการตรวจวินิจฉัย การป้องกัน และการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ท่านได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในปี พ.ศ. 2526 และรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในปี พ.ศ. 2531.9 ความสำเร็จทางวิชาการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจส่วนบุคคล แต่เป็นตัวอย่างของการใช้ “ความรู้” เพื่อแก้ปัญหา “ความทุกข์ยาก” ของปวงชน ซึ่งเป็นปรัชญาที่ท่านยึดถือมาโดยตลอดชีวิต.7

ยุทธศาสตร์ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”: สถาปัตยกรรมทางปัญญาเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

หนึ่งในผลงานเชิงนวัตกรรมทางความคิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี คือแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” (Triangle that Moves the Mountain) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้และอำนาจเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในประเด็นที่ซับซ้อนและยากลำบากเกินกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการได้โดยลำพัง.13 ภูเขาในที่นี้คืออุปมานิทัศน์ของปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มีความฝังรากลึกและมีแรงต้านมหาศาล การจะเคลื่อนภูเขานี้ได้จำเป็นต้องมีพลังประสานจากสามส่วนหลักที่ทำงานล้อรับกันอย่างเป็นระบบ.13

องค์ประกอบของพลังสามประสาน

  1. พลังปัญญา (Knowledge Power): ท่านเน้นย้ำว่าความรู้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูป การสร้างองค์ความรู้ที่กระจ่างชัดและเป็นที่ยอมรับในเชิงวิชาการจะช่วยลดข้อโต้แย้งและสร้างเข็มทิศที่ถูกต้อง.13 ความรู้นี้ต้องไม่เป็นเพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่ต้องเป็นความรู้ที่ผ่านการตรวจสอบกับข้อเท็จจริงและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง.17

  2. พลังสังคม (Social Power): คือการเคลื่อนไหวและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและประชาสังคม เพื่อสร้างกระแสการรับรู้และความต้องการในการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสังคม.3 พลังสังคมทำหน้าที่เป็นฐานรากที่รองรับและผลักดันนโยบายให้มีความยั่งยืน โดยไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตัวบุคคลในภาคการเมือง.2

  3. พลังนโยบาย/อำนาจรัฐ (Political/Administrative Power): คือบทบาทของภาครัฐ ข้าราชการ และฝ่ายการเมือง ในการออกกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ และการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้แนวคิดนโยบายนั้นสัมฤทธิผลในวงกว้าง.13

การทำงานของสามเหลี่ยมนี้คือ เมื่อมีความรู้ที่ชัดเจน (มุมที่ 1) และมีการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เข้มแข็ง (มุมที่ 2) ทั้งสองส่วนนี้จะกลายเป็นแรงกดดันและแรงหนุนเสริมให้ฝ่ายการเมือง (มุมที่ 3) ตัดสินใจดำเนินการในเรื่องยากๆ ได้สำเร็จ.13 ตัวอย่างรูปธรรมที่สำคัญคือการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และการผลักดันนโยบายเกษตรอินทรีย์ในระดับจังหวัดอย่างเช่นที่อุบลราชธานี ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าการใช้อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง.17

นอกจากนี้ ท่านยังเปรียบเทียบกลไกการปฏิรูปสังคมกับ “กฎของคานงัด” (The Law of Lever) ของอาคิมีดิส โดยมองว่านักปฏิรูปต้องค้นหา “จุดค้ำจุน” (Fulcrum) และ “จังหวะการงัด” (Momentum) ที่เหมาะสม เพื่อให้การออกแรงเพียงน้อยนิดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้.18 โมเดลนี้เน้นการอ่านแนวโน้มใหญ่ (Megatrend) และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดผ่านเครือข่ายภาคี.2

การปฏิรูประบบสุขภาพและสุขภาวะองค์รวม: จากการรักษาโรคสู่การสร้างชาติ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการกำเนิดขององค์กรนวัตกรรมทางสุขภาพที่สำคัญหลายแห่งในประเทศไทย ท่านมีความเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขแบบเดิมที่มีโครงสร้างแบบดิ่งลึกไม่สามารถตอบสนองต่อความซับซ้อนของปัญหาปัญหาสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ได้ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระที่ทำงานในลักษณะคล่องตัวและเน้นการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก.4

ตารางสรุปองค์กรนวัตกรรมทางสังคมและบทบาทสำคัญ

ชื่อองค์กร บทบาทหน้าที่และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ การริเริ่มและผลักดันโดย นพ.ประเวศ
สปสช. บริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อความเท่าเทียมในการรักษา

ผู้วางรากฐานและใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาผลักดันกฎหมาย 5

สสส. บริหารกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก ลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม

ผู้นำทางความคิดในการใช้ภาษีบุหรี่และสุราเพื่อสุขภาพ 5

สวรส. วิจัยระบบสาธารณสุขเพื่อชี้นำนโยบายด้วยองค์ความรู้

ประธานคนแรกและผู้วางทิศทางงานวิจัยเชิงนโยบาย 5

สรพ. รับรองคุณภาพและมาตรฐานสถานพยาบาล เน้นความปลอดภัยของผู้ป่วย

ผู้เสนอแนวคิด “Grand Synergy” เพื่อสุขภาวะสมบูรณ์ 4

สพฉ. บริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ

ผู้ผลักดันระบบการเข้าถึงความช่วยเหลือในภาวะวิกฤต 5

สช. ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพผ่านสมัชชาสุขภาพ

ผู้ริเริ่มแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงเพื่อสุขภาพ 2

ท่านได้ให้ความหมายใหม่ของคำว่า “สุขภาพ” ว่าไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่คือ “สุขภาวะ” (Well-being) ที่ประกอบด้วย 4 มิติหลัก คือ สุขภาพทางกาย สุขภาพทางจิต สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางปัญญา.2 ท่านมองว่าหากคนในสังคมไม่มีความสุขทางปัญญาและไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สุขภาพกายที่ดีย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน.2

กระบวนการที่ท่านยกย่องอย่างมากคือ “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งท่านมองว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่นำคนทุกภาคส่วนมาสังเคราะห์นโยบายร่วมกันจนเกิดฉันทมติ (Consensus).2 กระบวนการนี้คือการทำให้ “สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ” เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และประเทศไทยอาจเป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มการสร้างนโยบายจากประชาชนในลักษณะที่เชื่อมโยงถึงรัฐบาลเช่นนี้.2 นอกจากนี้ ท่านยังส่งเสริมการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) โดยเสนอให้มองปัญหาในองค์รวมมากกว่าจะแก้เพียงจุดใดจุดหนึ่งแบบแยกส่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการวางระบบแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาว.2

ยุทธศาสตร์ทางปัญญาและการปฏิรูปการศึกษา: การเรียนรู้จากวิถีชีวิต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี มีความกังวลต่อระบบการศึกษาไทยที่ท่านมองว่าเป็น “การศึกษาแยกส่วน” ที่เน้นแต่การท่องจำวิชาแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตหรือปัญหาของประเทศได้.3 ท่านจึงเสนอ “ยุทธศาสตร์ทางปัญญา” เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษาจากการเรียนในห้องเรียนมาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง.3

ปรัชญาและเป้าหมายของยุทธศาสตร์ทางปัญญา

ท่านได้วางวัตถุประสงค์หลัก 7 ประการในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำประเทศพ้นวิกฤต ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างศักดิ์ศรีของคนไทยไปจนถึงการเชื่อมโยงการวิจัยกับการพัฒนาพื้นที่ 22:

  1. สร้างสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าของการเป็นคนไทย: เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

  2. สร้างความเข้มแข็งทางปัญญาของคนทั้งชาติ: โดยเข้าถึงทุกระดับของสังคมอย่างรวดเร็ว

  3. เชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาความยากจน: ทำให้ความรู้มีกินมีใช้ในเชิงเศรษฐกิจ

  4. สร้างมโนธรรมสำนึกและจิตสำนึกทางวัฒนธรรม: เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล

  5. ส่งเสริมศักยภาพเด็กที่มีความสามารถพิเศษ: เพื่อเพิ่มพลังทางปัญญาชั้นสูงของประเทศ

  6. สร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย: โดยเชื่อมงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนในทุกระดับ

  7. เชื่อมการศึกษากับยุทธศาสตร์พลังสังคม: เพื่อสร้างพลังทางมโนธรรมที่จะแก้ปัญหาทุกเรื่องพร้อมกันทั้งประเทศ

ยุทธศาสตร์ 10 ประการที่ท่านเสนอเน้นการใช้ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” (Area-based) มากกว่าการใช้ “กรมเป็นตัวตั้ง”.3 ท่านเชื่อว่ามหาวิทยาลัยกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศต้องทำหน้าที่เป็น “หัวรถจักรทางปัญญา” โดยนำคณาจารย์และนักศึกษากว่าหนึ่งล้านคนลงไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้าง “สวรรค์บนดิน”.3 ท่านยังเน้นย้ำเรื่อง Work-based learning หรือการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะในโลกยุคใหม่ที่ AI และหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น 73% ของผู้ที่เรียนตามหลักสูตรเก่าเสี่ยงที่จะตกงานหากปรับตัวไม่ทัน.3

ท่านเสนอการสร้าง “นิเวศทางปัญญา” (Intellectual Ecosystem) ผ่านกลุ่มกิจกรรมขนาดเล็กที่เรียกว่า “กลุ่มเซลล์สมอง” ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างก้าวกระโดด.3 ในมุมมองของท่าน หากประเทศไทยมีคนที่มีศักยภาพสูงเพียง 500,000 คน จะเป็นโอกาสมหาศาลในการพัฒนาประเทศไปสู่ยุคใหม่ที่พึ่งพาปัญญามากกว่าอำนาจพละกำลังหรืออำนาจเงิน.3

การปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยชุมชน: ทางออกจากวิกฤตเชิงอำนาจ

บทบาทของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ในทางการเมืองนั้น โดดเด่นอย่างมากในช่วงการปฏิรูปการเมือง พ.ศ. 2540 และภายหลังวิกฤตการเมือง พ.ศ. 2553 ท่านมองว่าปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยเกิดจากโครงสร้าง “ประชาธิปไตยโบราณฐานแคบ” ที่ประชาชนมีอำนาจเพียงการเลือกตัวแทนไปใช้อำนาจแทนตนเอง ซึ่งมักจบลงด้วยธนาธิปไตยหรือการเมืองเชิงอำนาจที่แย่งชิงผลประโยชน์.15

ข้อเสนอเพื่อระบบประชาธิปไตยใหม่ (ประชาธิปไตยฐานกว้าง)

ท่านเสนอแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ทันสมัยและเป็นธรรม โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้ 15:

  • ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy): การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และ Big Data เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ร้องทุกข์ และเสนอแนะนโยบายได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Instant Direct Democracy) โดยไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว.15

  • ประชาธิปไตยชุมชน: การเสริมสร้างความเข้มแข็งของ “สภาองค์กรชุมชน” ทั่วประเทศ เพื่อให้คนในระดับฐานรากสามารถจัดการปัญหาของตนเองได้ (Self-governance) ซึ่งท่านมองว่านี่คือ “คอนกรีตบล็อก” ของการสร้างชาติ.15

  • สมัชชานโยบายแห่งชาติ: การมีพื้นที่ประชาธิปไตยทางปัญญาเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบอนาคตของประเทศบนพื้นฐานของเหตุผลและความเป็นธรรม.15

  • การกระจายอำนาจ: ท่านผลักดันการปฏิรูปที่เน้นความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีกลไกตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance).23

ภายหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในปี พ.ศ. 2553 ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศ เพื่อรวบรวมความเห็นของประชาชนทั่วประเทศไปสู่นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง.9 แม้ว่าข้อเสนอหลายประการอาจยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายอำนาจรัฐอย่างเต็มที่ แต่แนวคิดเรื่อง “พลังแผ่แผ่นดิน” หรือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของประชาชนยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาที่เติบโตอยู่ในภาคประชาสังคมไทย.22

บทบาท “ราษฎรอาวุโส” และการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม

คำว่า “ราษฎรอาวุโส” (Senior Citizen) ถูกนิยามขึ้นโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ร่วมกับศาสตราจารย์ระพี สาคริก และศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เพื่อแสดงถึงสถานะของปัญญาชนที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรของสังคม.1 บทบาทนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นทางการ แต่คือพันธสัญญาทางจริยธรรมในการชี้นำทางออกให้แก่ประเทศในภาวะวิกฤตโดยไม่มุ่งหวังลาภยศหรืออำนาจทางการเมือง.1

การสร้างความเข้มแข็งผ่านสถาบันและมูลนิธิ

ท่านมีบทบาทสำคัญในองค์กรพัฒนาเอกชนและสถาบันวิจัยจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความรู้กับประชาชน 11:

  • สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI): เน้นการสร้างเครือข่ายปัญญามหาชนเพื่อพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ.3

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน: เผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพด้วยตนเองให้แก่ประชาชนในระดับฐานราก.11

  • มูลนิธิสัมมาชีพ: ส่งเสริมการประกอบอาชีพที่มีจริยธรรมและพึ่งพาตนเองได้ เพื่อสร้างแผ่นดินศานติสุข.26

  • มูลนิธิเด็ก: สนับสนุนการคุ้มครองสิทธิและการพัฒนาเด็กและเยาวชน.11

ท่านเชื่อมั่นใน “พลังภาคี” ซึ่งหมายถึงการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่ากำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.2 ท่านเปรียบเสมือน “ศูนย์ประสานงานปัญญา” ที่เชื่อมโยงผู้คนที่มีเจตนารมณ์ที่ดีเข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้.3

รายการตำแหน่งทางวิชาการและสังคมที่สำคัญ

สถาบัน/หน่วยงาน บทบาทและตำแหน่งที่ได้รับ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ศาสตราจารย์ระดับ 11 และอดีตหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ 19

มหาวิทยาลัยมหิดล

รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและวางแผน 19

มูลนิธิอานันทมหิดล

กรรมการและเลขานุการแผนกแพทยศาสตร์ 9

สภามหาวิทยาลัยต่างๆ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มหิดล, จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์, ศิลปากร, มศว, มอ.) 5

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

ประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 12

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

ประธานอนุกรรมการจัดตั้งราชวิทยาลัยครุศาสตร์ 12

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ

ประธานกรรมการวิชาการ 9

สศช. (สภาพัฒน์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 11

จริยธรรมและปรัชญาชีวิต: มรดกสุดท้ายของปราชญ์ผู้วางตัวเป็นราษฎร

แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ยังคงเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้เรื่อง “สัจธรรมของชีวิต” ท่านเลือกที่จะเผชิญความเจ็บป่วยตามธรรมชาติโดยไม่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อยื้อชีวิตอย่างไร้ความหมาย.4 เจตจำนงของท่านที่ว่าไม่อยากเป็นเหมือน “มะม่วงที่ตกลงมาค้างอยู่บนหลังคา” แต่ต้องการเป็น “มะม่วงที่ตกลงถึงพื้นดิน” สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี.4

มรดกที่คุณาประโยชน์ของท่านได้ฝากไว้ให้แก่สังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงผลงานทางวิชาการหรือกฎหมายหลายฉบับ แต่คือ “กระบวนทัศน์ทางปัญญา” ที่เน้นการมองความจริงรอบด้าน การให้เกียรติคนเล็กคนน้อยในชุมชน และการเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เสมอหากรวมพลังกันอย่างถูกทาง.1 รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐ ในปี พ.ศ. 2524 และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย คือเครื่องยืนยันในระดับสากลว่า งานของท่านมีคุณค่าเหนือกาลเวลาและข้ามพ้นพรมแดนของประเทศ.7

บทเรียนสำคัญจากการทำงานของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญญาชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญระดับสูงไม่จำเป็นต้องอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่สามารถใช้ความรู้นั้นเป็นเครื่องมือในการรับใช้ปวงชนและอภิวัฒน์สังคมได้อย่างแท้จริง.1 การสืบทอดมรดกของท่านจึงไม่ใช่เพียงการยกย่องสรรเสริญ แต่คือการนำแนวคิดเชิงระบบ ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา และจิตวิญญาณของราษฎรอาวุโสมาปรับใช้เพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ของสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ต่อไป.2

ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม แนวทางที่ท่านวางไว้เรื่อง “สังคมสุขภาวะ” และ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างจากฐานราก” ยังคงเป็นคำตอบที่ทันสมัยและเป็นไปได้จริง.1 ชีวิตของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี จึงเป็นประจักษ์พยานของปัญญาชนผู้ใช้ทั้งชีวิตเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ คุณธรรม และประชาชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินแห่งศานติสุขอย่างยั่งยืน.1


การรวบรวมเกียรติคุณและผลงานทางวิชาการเพิ่มเติม (เชิงสังเคราะห์)

การศึกษาเชิงลึกพบว่าท่านไม่ได้เป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็น “ครู” ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ในฐานะครูแพทย์ที่ดีเยี่ยม.9 ผลงานทางวิชาการที่เน้นการป้องกันโรคมากกว่าการรักษานี้สอดคล้องกับเหรียญเชิดชูเกียรติจาก WHO และรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาจาก UNESCO.9 ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าคุณาประโยชน์ของท่านมีการบูรณาการข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นต้นแบบของการทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคมอย่างรอบด้าน.3


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ผู้จัดการออนไลน์. (2569, 11 มกราคม). ศ.นพ.ประเวศ วะสี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 93 ปี. 1

  • ไทยรัฐออนไลน์. (2569, 11 มกราคม). เปิดประวัติ ศ.นพ.ประเวศ วะสี หรือ หมอประเวศ หมอนักปราชญ์ ราษฎรอาวุโส. 2

  • โพสต์ทูเดย์. (2569, 11 มกราคม). อาลัย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 93 ปี. 3

  • Thai PBS News. (2569, 11 มกราคม). หมอประเวศ วะสี หมอนักคิดนักปฏิรูป ราษฎรอาวุโส ถึงแก่อนิจกรรม. 4

  • เดอะ แบงค็อก อินไซด์. (2569, 11 มกราคม). อาลัย ศ.นพ.ประเวศ วะสี หมอนักคิด นักปฏิรูป เจ้าของรางวัลแมกไซไซ. 5

  • ประเวศ วะสี. (2544). ยุทธศาสตร์ทางปัญญาและการปฏิรูปการศึกษาที่พาประเทศพ้นวิกฤต. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.). 6

  • เกรียงศักดิ์ วงษ์ยิ้มใย. (2544). แนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 7

  • วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (HUSO). (2559). การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพด้านเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้แนวคิดยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา. 8

  • ราชบัณฑิตยสถาน. ประวัติและผลงาน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี. 9

  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.). (2565). 15 ปี พลังภาคีสร้างสังคมสุขภาวะ: ปาฐกถาพิเศษโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี. 11

  • Ramon Magsaysay Award Foundation. (1981). Prawase Wasi: Citation for Government Service. 12

  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาและกลไกการขับเคลื่อนสุขภาพ. 14

  • ไทยรัฐออนไลน์. บทความ “ระบบประชาธิปไตยใหม่” ทางออกจากวิกฤติการเมือง โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี. 15

  • Way Magazine. (2562). ปาฐกถา ศ.นพ.ประเวศ วะสี: การสร้างนิเวศทางปัญญา และมรรค 8 ทางปัญญา. 16

  • สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.). (2566). Grand Synergy พลังประเทศไทย เพื่อเป้าหมายความปลอดภัยและสุขภาวะ โดย นพ.ประเวศ วะสี. 17

     
 

tonypuy

รักเรียนรู้ กู้บ้างพอเป็น drive รักท่วงทำนองดนตรี ครีเอตคอนเทนต์ไปเรื่อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.