เรื่องของหนัง : PK ผู้ชายปาฏิหารย์กับคำถามที่มาจากนอกโลก

เรื่องของหนัง-PK ผู้ชายปาฏิหารย์กับคำถามที่มาจากนอกโลก

“ผิดไหมที่เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เรากำลังเชื่อและศรัทธา” เรากำลังอยู่บนโลกที่เลือกได้ที่จะ ไม่เชื่ออย่าหลบลู หรือ ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ใช่ไหม?  ได้ดูหนังอินเดียเรื่อง PK จบแล้วผมมีความรู้สึกมีความกล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิตมากขึ้นนะ

นึกย้อนไปสมัยเป็นเด็กขี้มูกโป่ง ผมรู้จักหนังอินเดียหรือแถวบ้านเรียกหนังแขกก็เพราะยายผมท่านชอบดูมากถึงมากที่สุด ถึงขนาดว่าถึงเวลาหนังแขกห้ามใครจอง ฉันขอสัมปทานผูกขาดช่วงนี้ไปเลย ผมถึงต้องจำยอมที่จะนั่งดูไปด้วย ดูไปด้วยลูกกะตาที่เต้นระบำไปกับจังหวะและการเต้นแบบกินพื้นที่วงกว้าง (น่าจะมากกว่าสนามฟุตบอลนะ) ก็ได้ซึมซับกันในช่วงนั้นละครับ พอโตขึ้นก็ไม่ได้เฉียดกรายไปใกล้หนังอินเดียเลยครับ จวบจนเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ จู่ๆก็ไปจะเอ๋กับหนังอินเดียเรื่องหนึ่งที่ชื่อสั้นๆ ว่า PK

PK เป็นหนังที่เปลี่ยนความคิดและทัศนคติเกี่ยวกับหนังอินเดียของผมไปตลอดกาลครับ มันแจ๋วกว่าที่คาด ดีงามกว่าที่คิด และไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นหนังอินเดียได้ หากไม่สนใจเรื่องเทคนิคพิเศษและอาจมีเต้นตามสไตล์หนังอินเดียบ้างแต่ก็ไม่มากเกินไปที่จะทำให้สาระของหนังหายไป ถ้าจะถามผมว่า PK เป็นหนังประเภทไหนผมว่ามันเป็นหนังตลกแนวปรัชญาปนไปกับดราม่านิดๆ โรเมนติกหน่อยๆ สรุปครบรสครับ กลมกล่อมมากๆ

ประเด็นหลักของหนังชี้ไปเรื่องของการตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตบนโลกที่เต็มไปด้วยความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่าง เนื้อหาของหนังไปแต๊ะศาสนาแทบจะทุกศาสนาได้อย่างแนบเนียน ออกแนวตั้งคำถามมากกว่าจะตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ผมยกย่องความฉลาดของหนังตรงนี้ครับ เพราะเรื่องศาสนาทุกคนรู้ดีอยู่แล่วว่าเป็นสิ่งละเอียดอ่อน หากไปแต๊ะไม่ถูกจุดก็อาจเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกับหนังหลายๆเรื่องที่เป็นกรณีศึกษาอยู่

หนังใช้พระเอกของเรื่องเป็นผู้เล่าและเป็นตัวหลักของเรื่อง พระเอก (ซึ่งผมดูไปมาหน้าเหมือนมิสเตอร์บีนมากๆครับ) เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ถูกส่งมาวิจัยและทดลองเกี่ยวกับมนุษย์บนดาวโลก เหตุเพราะอะไรไม่ทราบจับผลัดจับผลูมาลงที่อินเดีย (หรืออาจจะเป็นเพราะเป็นหนังอินเดีย ก็น่าจะใช่ ) พี่แกมาแบบตัวเปล่าเล่าเปลือยไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ พอลงมาถึงพื้นโลกก็เจอกับการต้อนรับแบบสุดแสนประทับใจจากชาวโลกอย่างเด็กเลี้ยงวัวขี้ขโมยคนหนึ่ง แกเล่นขโมยรีโมทเรียกยานของพี่พระเอกต่างดาว แล้ววิ่งหนีขึ้นรถไฟไปหน้าตาเฉย ถ้าพระเอกของเราไม่ได้รีโมทนี้กลับบ้านจะไม่สามารถกลับโลกของตัวเองได้ เรื่องราวการผจญภัยบนโลกแห่งความวุ่นวายมันเริ่มขึ้นตรงนี้ละครับ

พระเอกของเราก็เริ่มออกผจญภัยออกตามหารีโมท เจอคนดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่เขาก็เรียนรู้ปรับตัวที่จะอยู่บนโลกนี้ได้มากกว่า 6 เดือน มุขขำๆที่ยั่วล้อทำให้ผมเผลอขำเล็กๆออกมาหลายรอบ คือ เรื่องของที่พี่พระเอกเขาเรียนรู้ว่า เวลาต้องการเสื้อผ้าหรือเงินเขาจะหาได้จากรถดิ้นได้ (อยากรู้ว่ารถดิ้นได้คืออะไร หาคำตอบได้ในหนังครับ อธิบายเดี่ยวยาวครับ)

และก็มาถึง point ที่ทำให้ผมประทับใจหนังเรื่องนี้มากๆ คือ พระเอกผู้มาจากนอกโลกที่ชอบสังเกตและกล้าที่จะตั้งคำถาม เพราะเขามาจากดวงดาวที่ไม่เคยโกหกกันและใช้พลังจิตในการสื่อสาร จึงไม่ต้องใส่แม้กระทั่งเสื้อผ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความจริงใจเปิดเผย เมื่อพระเอกได้เห็นว่าผู้คนต่างกราบไหว้บูชาเทพเจ้าของตนเพื่อให้เทพเจ้าช่วยเหลือ เขาก็มองว่าวิธีนี้ละที่จะทำให้เขาได้เจอกับรีโมทจึงทำทุกวิถีทางที่เขาทำกัน ประกอบพิธีกรรมทุกศาสนาที่มี แต่ท้ายสุดเขาก็ยังไม่ได้รีโมทคืนจึงทำให้เขาเริ่มสงสัยในพระเจ้าและเริ่มตั้งคำถามที่่ท้าทายต่อความสามารถของพระเจ้า

มีฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เป็นฉากเขายืนอยู่ท่ามกลางรูปปั้นเทพเจ้าที่มีแทบทุกองค์ ในขณะที่เขาหมดหนทาง หดหู่ หมดความหวัง เขาก็เร่งเร้าให้พระเจ้าชี้ทางเอารีโมท แต่เขาต้องพบกับความเงียบเพราะรูปปั้นพูดไม่ได้ เป็นฉากที่ทำให้ผมถึงกับจุกเลยละครับ

หนังยังโยงไปถึงเรื่องของผู้วิเศษจอมปลอมที่หารับประทานกับความเชื่อและศรัทธาของคน โดยพระเอกปิ๊งแว๊บเรื่องผู้วิเศษจอมปลอมเทียบเคียงกับเรื่องลักษณะแบบนี้กับการต่อสายโทรศัพท์ผิดเบอร์ ไม่ได้ติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรงแต่เป็นเรื่องโกหกมากกว่า

ไฮไลท์เด็ด คือ ตอนจบที่พระเอกของเรา คือ PK ปะทะคารมโต้วาทีกับผู้วิเศษจอมปลอมอย่างมัชวี ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ทั่วประเทศเพื่อพิสูจน์ว่าใครจริงใครเท็จ ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่ผมชอบนะ ความแน่ของพระเอกก็ยังใช้วิธีตั้งคำถามเด็ดๆทำเอาผู้วิเศษจอมปลอมถึงกับเงิบ

จะเห็นว่าไม่ค่อยพูดถึงนางเอกเพราะผมมองว่า บทเด่นคือตัวพระเอก เด่นมากๆครับนางเอกจะเป็นตัวแทนของพวกก้ำกึ่งที่กำลังสับสนว่าชีวิตจะเอาไงดี เพราะทางครอบครัวก็มีอิทธิพลทางความคิดต่อการเลือกมาก แม้กระทั่งการหลงรักหนุ่มต่างศาสนายังเป็นเรื่องผิด แต่สุดท้ายหากไม่ได้การตั้งคำถามของพระเอกของเรื่องตัวเองก็อาจจะเสียใจไปกับความเข้าใจผิดไปเองไปตลอดชีวิต

โดยรวมเนื้อหาของหนังยอดเยี่ยมมากครับ ดูไปเสริมสร้างปัญญาไปครับ ซึ่งอาจจะดูว่าหนังยาวถึง 2ชั่วโมงครึ่ง แต่จังหวะของหนังก็ไม่เยิ่นเย้อหรือน่าเบื่อจนเกินไป แนะให้ชมเรื่องนี้ครับ สำหรับผู้ที่ต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยการกล้าที่จะตั้งคำถามเพื่อหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตอยู่ตลอดเวลา

เก็บตก : PK มาจากประมาณว่า ไอ้ขี้เมาจอมโกหก อะไรประมาณนี้อะครับ เพราะจำได้ตอนฉากที่โรงพักตำรวจหาว่าพระเอกเมามา พูดเพ้อเจ้อ

เรื่องของหนัง-PK ผู้ชายปาฏิหารย์กับคำถามที่มาจากนอกโลก

ผู้เขียน: tonypuy

ตั้งใจมากๆอยากให้การตลาดออนไลน์สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.